ใครจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2014/15 Who Will Win the English Premier League

on 2014-08-24 07:47:53

ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2014-15 ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีหลายทีมจ้องจะแย่งแชมป์ไปจากทีมแชมป์เก่าอย่าง “แมนเชสเตอร์ ซิตี้”

นับตั้งแต่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือจากการคุมทีมแมนฯยูไนเต็ดในปี 2013 การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกก็เปิดกว้างขึ้นมาก  จากเดิมที่เคยมีทีมลุ้นแชมป์เพียง 1-2 ทีม และ 3-4 ทีมในยุคบิ๊กโฟร์ ปัจจุบันมีทีมที่จ้องจะแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 5 ทีม ถือว่าเข้มข้นขึ้นมากทีเดียว

ก่อนเปิดฤดูกาลบริษัทพนันถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษต่างก็ให้ราคาต่อรองใน การเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ไว้ตรงกันโดยส่วนใหญ่ พูดให้ง่ายลงก็คือ “ทีมเต็งแชมป์” นั่นเองครับ

ทีมเต็งแชมป์ (The Favourites)

 

ในฤดูกาลก่อน ทั้งสองทีมรวมถึงลิเวอร์พูลต่างก็ขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีก กันถึงโค้งสุดท้าย แต่เชลซีและลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายพลาดท่า เลยทำให้ท้ายที่สุดแล้ว ถ้วยพรีเมียร์ลีกก็ได้ไปตั้งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์

แต่ถ้าเราพูดถึงฤดูกาลนี้ ทั้งสองสโมสรมีเหตุผลที่ทำให้กลายทีมเต็งแชมป์ที่ต่างกันครับ

เชลซี (Chelsea F.C.)

 

เริ่มกันที่เต็งหนึ่งเลยครับ นั่นก็คือ เชลซี ครับ พวกเขาทำได้ดีมากกับการเสริมทัพในตลาดซื้อขายหน้าร้อนนี้

ด้วยการคว้าตัว ดิเอโก้ คอสต้า กับ ฟิลิปเป้ หลุยส์ สองนักเตะจากแอตเลติโก้ มาดริด

และที่น่าจับตามองมากที่สุดก็คือ เชส ฟาเบรกาส อดีตนักเตะปืนใหญ่ ที่ย้ายมาจาก บาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัว 27 ล้านปอนด์ รวมไปถึงอดีตนักเตะเก่าที่ย้ายกลับมาอย่าง

ดิดิเย่ร์ ดร้อกบา กองหน้าชาวไอเวอรี่โคสต์ และ ทิโบร์ กูร์กตัวส์ นายทวารชาวเบลเยี่ยมที่ถูกดึงกลับมา หลังจากทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในการถูกยืมตัว ไปแอตฯมาดริด เชื่อว่าจะเบียดแย่งมือหนึ่งกับ ปีเตอร์ เช็ค ได้อย่างสูสีเลยทีเดียวครับ

ขุมกำลังของเชลซีชุดนี้ดีพอสำหรับการเป็นแชมป์อยู่แล้วยิ่งบวกกับมันสมองของ โค้ชระดับโลกอย่าง โจโซ่ มูรินโญ่ แล้ว เชื่อว่าโอกาสที่เชลซีจะเป็นได้ชูถ้วยพรีเมียร์ลีก หลังจากจบ 38 นัดมีสูงเลยทีเดียวครับ

ปัญหาเดียวของเชลซีในฤดูกาลที่แล้วก็คือ มีแต่กองหน้าที่นานๆจะยิงซักลูกนึง ซึ่งดูจากสถิติในฤดูกาลก่อน เชื่อว่า ดิเอโก้ คอสต้า เป็นการแก้ปัญหาที่ดีในระดับนึงครับ

อันดับที่คาดว่าจะได้ : อันดับที่ 1


ผู้ท้าชิง (The Challengers)

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City F.C.)

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกยกให้เป็นเต็ง 2 ในฤดูกาลนี้ครับ เหตุผลง่ายๆ คือ

แมนซิตี้ชุดปัจจุบันเต็มไปด้วยนักเตะระดับโลก และมีทีมเวิร์คที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ส่วนนักเตะที่เสริมทีมเข้ามาในฤดูกาลนี้ น่าจะซื้อมาเพื่อเป็นตัวแบ็คอัพให้กับ นักเตะตัวจริงที่เป็นชุด 11 ตัวจริงที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ดูไปดูมาก็คงจะมีแค่ บาการี่ ซานญ่า ที่น่าจะเบียดตำแหน่งแบ็คขวาตัวจริงกับ ซาบาเลต้า ได้อย่างสูสี

แต่ที่น่าสนใจก็คือ “แรงจูงใจ” เพราะว่านักเตะหลายคนต่อสัญญาระยะยาวกับทีมออกไป ไม่ว่าจะเป็น เอดิน เชโก้, ซามีร์ นาสรี่ และกัปตันทีมอย่าง กอมปานี ได้รับการการันตีอนาคตอย่างน้อยก็ 4-5 ปี

สังเกตดูว่า ฤดูกาล 2011/12 ที่ปาดหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ในวินาทีสุดท้าย หรือฤดูกาลก่อนหน้านี้ที่ปาดลิเวอร์พูลเข้าป้ายแชมป์พรีเมียร์ลีกใน 3 นัดสุดท้าย

พวกเขาไม่ได้เล่นด้วยความกดดันอะไรมากมาย เพราะถูกมองว่าเป็นรองคู่แข่งนั่นเอง

แต่ฤดูกาล 2014/15 นี้ พวกเขาคือหนึ่งใน “เต็งแชมป์” ร่วมกับเชลซีครับ

น่าสนใจว่า “แรงจูงใจ” “แรงฮึด” ของนักเตะที่ต้องการจะคว้าแชมป์มีอยู่ขนาดไหน?

อันดับที่คาดว่าจะได้ : อันดับที่ 3 


อาร์เซน่อล (Arsenal F.C.)

แชมป์ เอฟเอ คัพปีล่าสุดสร้างความฮือฮาด้วยการทุ่มงบกว่า 42 ล้านปอนด์ คว้าตัวอเล็กซิส ซานเชส จากบาร์เซโลน่า และ แบ็คขวาคนใหม่อย่าง เดอบูชี่ ทดแทน ซานญ่า ที่ย้ายข้ามฟากไปแมนฯซิตี้ ซึ่งเมื่อบวกกับขุมกำลังที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ถือว่า สามารถนับเป็นหนึ่งในทีมลุ้นแชมป์ที่น่ากลัวทีมนึงได้เลยครับ

 

ทีมปืนใหญ่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายต้องย้อนไปถึง 10 ปีเต็ม ก็คือฤดูกาล 2003/04 ที่สร้างสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีก ด้วยการเป็นแชมป์โดยที่ไม่แพ้ใครใน 38 นัดที่ลงแข่ง ซึ่งการร้างแชมป์มานานนั้น น่าจะเป็น “แรงจูงใจ” ที่ดีสำหรับพวกเขาที่จะมี “แรงฮึด” ในการเบียดแย่งแชมป์จาก เชลซี และ แมนฯซิตี้ ได้ครับ

ปัญหาเดียวของอาร์เซน่อลคือ กองหน้าครับ ต้องดูว่ากองหน้าตัวจริงอย่าง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ จะสามารถยืนระยะได้ขนาดไหน เมื่อมองดูตัวสำรองอย่าง ซาโนโก้ ก็ยังหวังพึ่งพาไม่ได้ คาดเดาไม่ได้ว่าจะเล่นดีหรือไม่ดี ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ถือว่าลงตัวมากๆครับ ยิ่งได้นักเตะสารพัดประโยชน์อย่าง คาลัม แชมเบอร์ส ยิ่งทำให้ทีมมีสมดุลมากขึ้น เห็นได้จากเกมคอมมูนิตี้ชิลด์ที่เอาชนะแมนฯซิตี้ไปได้ 3-0 นัดนั้นถือว่าสอบผ่านเลยครับ

อันดับที่คาดว่าจะได้ : อันดับที่ 2


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United F.C.)

 

หลังจากที่ล้มเหลวในฤดูกาลที่แล้ว ด้วยการจบอันดับ 7 ชวดไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ทำให้ เดวิด มอยส์ ถูกปลดฟ้าผ่าหลังจากเกมที่บุกไปแพ้เอฟเวอร์ตัน 2-0 ในเดือนเมษายน หลุยส์ ฟานฮาล ผู้จัดการทีมมากประสบการณ์ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ ท่ามกลางความหวังของสาวกเรด อาร์มี่ ที่หวังว่าเขาจะสามารถกอบกู้สโมสรให้กลับ เข้าสู่วงจรการลุ้นแชมป์เหมือนเดิมได้

การที่ไม่ได้เล่นแชมเปียนส์ลีกอาจจะทำให้เสียหายด้านมูลค่าทางการตลาดก็จริง แต่ก็เป็นประโยชน์ในอีกมุมหนึ่ง นั่นก็คือ ทำให้นักเตะทุกคนสามารถพุ่งสมาธิให้กับ พรีเมียร์ลีกได้อย่างเต็มที่ ซึ่งลักษณะจะคล้ายกับลิเวอร์พูลในฤดูกาลที่แล้วแน่นอนครับ

แมนฯ ยูไนเต็ด ของฟานฮาล เสริมนักเตะหน้าใหม่ 3 ราย ด้วยกัน คือ อังเดร เอเรร่า มิดฟิลด์จาก แอธเลติก บิลเบา ลุค ชอว์ และ มาร์กอส โรโฮ แบ็คซ้ายดีกรีรองแชมป์โลก

นักวิเคราะห์หลายท่าน รวมถึง พอล สโคลล์ ตำนานของทีม ได้กระตุ้นให้ทีมเดินหน้าคว้า นักเตะใหม่ให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในตำแหน่ง กองหลังตัวกลาง และกองกลางตัวตัดเกม เพื่อให้ทีมแข็งแกร่งมากขึ้น และเชื่อว่า หากทีมซื้อนักเตะเพิ่มอย่างน้อย 2 รายตามนี้ อาจจะหวังได้ถึงลุ้นแย่งแชมป์กับ เชลซี แมนฯซิตี้ และอาร์เซน่อลได้ถึงโค้งสุดท้าย เลยทีเดียว แต่ถ้าหากไม่ได้ใครเพิ่ม ก็เชื่อว่า ด้วยมันสมองของฟาน ฮาล และทีมสต๊าฟโค้ช จะสามารถพาทีมกลับไปอยู่ใน 4 อันดับแรก เพื่อจะได้กลับไปเล่นแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลหน้าได้อย่างแน่นอน

อันดับที่คาดว่าจะได้ : อันดับที่ 4


ลิเวอร์พูล (Liverpool F.C.)

 

ลิเวอร์พูลควรจะต้องมองสเปอร์ไว้เป็นตัวอย่าง เพราะการเสียหลุยส์ ซัวเรสไปถือว่า เสียหายมาก เพราะฤดูกาลที่แล้วถือเป็นคีย์แมนที่ทำให้ลิเวอร์พูลจบอันดับที่ 2 ได้กลับไปเล่นแชมเปียนส์ลีก หลังจากรอมาถึง 5 ปี นับตั้งแต่ฤดูกาล 2009/2010

เมื่อลองมองไปถึง สเปอร์ ที่ต้นฤดูกาลที่แล้วเสีย แกเร็ท เบล ไปให้กับเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวกว่า 100 ล้านยูโร หรือประมาณ 85 ล้านปอนด์ แต่กลับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ด้วยการหาตัวแทนที่ไม่เหมาะสมทั้ง ลาเมล่า อิริกเซ่น โซลดาโด้ เปาลินโญ่ และชาดลี่ ไม่สามารถพาทีมไปสู่ตำแหน่งที่เหมือนเบลเคยทำ นั่นเป็นผลให้สเปอร์จบฤดูกาล ด้วยอันดับที่ 6 ซึ่งต่างจาก 2 ฤดูกาลก่อนที่จบที่อันดับ 4

นับตั้งแต่ตลาดซื้อขายนักเตะเปิดจนถึงวันนี้ ลิเวอร์พูลซื้อนักเตะใหม่แล้วถึง 7 ราย ก็คือ ลาลาน่า, แลมเบิร์ด, เอมเร่ ชาน, โมเรโน่, มาควินโย่ (ยืมตัว), ลอฟเรน และ มาร์โควิช รวมกับนักเตะชุดปัจจุบัน ศักยภาพไม่สามารถทดแทนการขาดหายไปของซัวเรสได้เลย จะมีใกล้เคียงก็แค่ สเตอร์ริดจ์ เท่านั้น แต่จุดเด่นของลิเวอร์พูลก็คือ แดนกลางที่แข็งแกร่ง และสร้างสรรค์เกมได้ดี ทั้ง คูตินโญ่, เฮนเดอร์สัน, เจอร์ราร์ด, อัลเลน และลาลาน่า

ข้อเสียเปรียบอีกข้อหนึ่งคือ ทีมที่เข้าร่วมฟุตบอลยุโรป หลังจากห่างหายไปนาน ส่วนใหญ่ ย้ำนะครับว่าส่วนใหญ่มักจะทำผลงานในลีกได้ไม่ดี เช่น สเปอร์ 2010/11 สาเหตุคือ นักเตะจะเสียสมาธิเมื่อต้องเล่นฟุตบอลลีก และฟุตบอลถ้วยอีกหลายๆถ้วย สิ่งที่ร็อดเจอร์ต้องทำ คือ การเพิ่มจำนวนนักเตะที่สามารถทดแทนกันได้ เพื่อจะได้ทำการโรเตชั่นระหว่างเกมลีก และเกมแชมเปียนส์ลีกได้

ด้วยผลงานพรีซีซั่น ชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 3 นัด และฟอร์มนัดเปิดฤดูกาลชนะเซาแธมป์ตัน ที่ต้องเสียนักเตะตัวหลักไปหลายคนแบบยากลำบาก ผมเชื่อว่าลิเวอร์พูลต้องใช้เวลาปรับตัวสักระยะหนึ่ง เพื่อกลับเข้าสู่ฟอร์มที่ดีเหมือนตอนที่มีหลุยส์ ซัวเรสอยู่กับทีม

อันดับที่คาดว่าจะได้ : อันดับที่ 5

 By Tun


หมวดบทความ : กีฬาผู้ชาย

บทความที่ได้รับความนิยม

Like us on Facebook?