10 หนังไซไฟชั้นเยี่ยมของโลก Sci Fi Movies

on 2014-11-08 05:21:26

ในทุก ๆ ปีจะมีภาพยนตร์ออกฉายไม่ต่ำกว่าหลายพันเรื่อง ทุกแนวทุกสไตล์ล้วนทยอยกันมาถ่ายทอดเล่าเรื่องราวใหม่ ๆ ให้กับผู้ชมทั่วโลก ช่วยขจัดความน่าเบื่อหน่าย เหงากาย ไม่สบายจิต หนังทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ นั้นไม่เหงาจนเกินไปนัก ขณะเดียวกันก็เปิดกว้างจินตนาการของเราให้ขยายไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพลิดเพลินไปกับเรื่องราวใหม่ ๆ ที่เรายังไม่เคยรู้ หลายเรื่องมันสร้างความประทับใจจนทำให้หลายคนต้องย้อนไปดูจนนับครั้งไม่ได้ อาจจะพอกล่าวได้ว่า “หนังเป็นทั้งเพื่อนและครู” เพราะมันทำหน้าที่เป็นเพื่อนเราในช่วงเวลาที่ไม่มีใครเข้าถึงตัวเราได้ ขณะเดียวกัน หลายครั้งหนังก็ทำหน้าที่สอนเราให้คิดทำในเรื่องที่ยิ่งใหญ่และมีประโยชน์ได้ เป็นแรงบันดาลใจพิเศษที่ไม่อาจพบได้ในชีวิตประจำวันทั่วไป

หนึ่งในหลาย ๆ แนวของหนังที่มีในท้องตลาดนั้น มีอยู่แนวหนึ่งที่ไม่เคยห่างหายไปจากวงการจอเงินเลย นั่นคือแนวภาพยนตร์ไซไฟ (Science Fiction) ตลอดทุกปีจะมีหนังแนวนี้ออกมาให้เราได้ชมกันอยู่เนื่อง ๆ ไม่เคยห่างหาย ไม่ว่ากระแสหนังของปีนั้น ๆ จะมีฮีโร่เกิดใหม่กี่คน หนังผีจะอาละวาดและเฮี้ยนไปทั่วโรงภาพยนตร์แค่ไหน หนังตลกจะเกลื่อนตลาดด้วยมุขที่ลอก ๆ กันมาอย่างไรก็ตาม  หนังไซไฟยังคงติดตลาดและได้รับการสนใจจากผู้ชมอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็ถูกนำไปผสมผสานเข้ากับบทภาพยนตร์แนวอื่น ๆ ทำให้กระแสของหนังไซไฟนั้น ตายยาก และผมเชื่อว่ามันจะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว

 

หากจะถามกันจริง ๆ ว่าหนังไซไฟคืออะไร

คำถามง่าย ๆ แต่คำตอบนั้นกว้างและลึกซึ้งมาก

นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์หลายท่านก็ให้ความหมายที่แตกต่างกันไป แต่โดยสังเขปแล้ว หนังไซไฟ(สำหรับผม)คือ หนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์และสังคม ผ่านระบบของเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ ซึ่งโดยมากแล้วจะมีการคาดเดาอนาคตเอาไว้ในหนังด้วย แม้ว่าความเป็นจริงเทคโนโลยีของเราอาจจะไปยังไม่ถึง แต่ต้องเป็นการคาดคะเนอย่างมีเหตุมีผล และควรจะเป็นจิตนาการที่อยู่ในระบบของกฏทางวิทยาศาสตร์ (การสังเกต การตั้งสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน และการสรุปผล) นั่นจึงจะเป็นการทำงานเชิงศิลปะที่สอดคล้องกับหลักการวิทยาศาสตร์อย่างน่าชื่นชม

เท่ากับว่าหนังแนวไซไฟเป็นเรื่องเพ้อฝันที่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ และวิทยาการด้านเทคโนโลยีรองรับ! ที่สำคัญหลายเรื่องมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจริง! แนวคิดเพ้อฝันของนักเขียนนิยายวิทยสาสตร์หลายเรื่องก็เกิดขึ้นจริงไปแล้ว!

เช่นแต่ก่อนเราไม่เคยคิดว่าจะมียานพาหนะที่พามนุษย์ออกไปนอกโลกได้ แล้วยังไม่ตายด้วย ปัจจุบันเรามียานอวกาศที่ทยอยบินออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกกันมากมาย

แต่ก่อนเราไม่เคยคิดว่าจะมีหุ่นยนต์ที่คอยรับใช้มนุษย์ หรือจักรกลที่คิดได้ดีและฉลาดกว่ามนุษย์ ปัจจุบันเรามีหุ่นยนต์มากมายที่พัฒนากันจนอีกไม่นานจะเป็นเหมือนในหนังแล้ว มันสามารถถามตอบทักทายคำนวณตอบโต้กับเราได้

สิ่งดี ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะมนุษย์ไม่เคยหยุดที่จะใช้จินตนาการ เราไม่เพียงแต่แค่นอนดูดวงดาวไปแบบคืนต่อคืน แต่เราคิดที่จะออกไปตามหามัน!

และนี่คือ 10 หนังไซไฟที่มีการโยนหินถามทาง หาความหมายจากการตีความของผู้รับชมอย่างน่าสนใจ หลายเรื่องทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ หลายเรื่องถูกยกให้เป็นหนังชั้นครู หลายเรื่องเข้าไปอยู่ในใจของใครหลาย ๆ คนและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคน ๆ นั้นอย่างไม่รู้จบ

ขอแจ้งก่อนว่าหนังไซไฟนั้นในโลกนี้แบ่งเป็น 3 ระดับ 

1.ฮาร์ดไซไฟ (Hard Sci - Fi) เป็นหนังที่นำเสนอเกี่ยวกับกฏและทฤษฏีที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์แบบแท้จริง ใช้แนวคิดที่ได้รับการยอมรับในยุคนั้น ๆ แบบเต็มรูปแบบ ความสนุกในการดำเนินเรื่องแนวนี้จะมาจากเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจริงเท่านั้น 

2.ซอลฟ์ไซไฟ (Soft Sci - Fi) เป็นประเภทที่เปิดกว้างทางจินตนาการมากกว่า ฮาร์ดไซไฟ ทฤษฏีต่าง ๆ อาจจะลดทอนลงในโหมดนี้ รูปแบบการดำเนินเรื่อง และเนื้อหาจะมีความแฟนตาซีผสมอยู่

3.ไซไฟแฟนตาซี (Sci - Fi Fantasy) โหมดนี้จะมีการดำเนินเรื่องที่สนุกสนานย่อยง่ายกว่าทั้งสองโหมดแรก เพราะมีส่วนผสมของแฟนตาซีสูงกว่าทั้งสองโหมด เรื่องทฤษฏีอาจไม่จำเป็นสำหรับหนังแนวนี้มากนัก แต่โดยรวมแล้วก็เกี่ยวกับเทคโนโลยีและอวกาศ

มาเริ่มกันที่ 


1. 2001 A Space Odyssey (1968)

Director: Stanley Kubrick

Writers: Stanley Kubrick (screenplay), Arthur C. Clarke(screenplay), 

Stars: Keir Dullea, Gary Lockwood, William Sylvester 

สำหรับเรื่องนี้ที่ผมยกมาให้เป็นเรื่องเปิดนั้น เพราะว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังไซไฟที่เป็นระดับชั้นครู จากงานเขียนของ อาเธอร์ ซี.คลาร์ก บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ของโลก ร่วมกับงานกำกับของสแตนลีย์ คูบริกเจ้าพ่อแห่งวงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะแนวสัญลักษณ์ ซิมโบลิคในเรื่องนี้นั้นซ่อนอยู่ในเรื่องตลอดแทบทุกนาทีที่ดำเนินไป นับเป็นภาพยนตร์แนวฮาร์ด ไซไฟ ที่มีคุณค่าสูงมาก เรื่องนี้ผลิตขึ้นมาปี 1968 แต่ผมเชื่อว่าคอหนังไซไฟในยุคปัจจุบันอย่างแน่นอน เพราะตัวหนังยังล้ำและดูไม่เชยเลยแม้แต่น้อย


2.I Robot (2004)

Director: Alex Proyas

Writers: Jeff Vintar (screenplay), Akiva Goldsman(screenplay), 

Stars: Will Smith, Bridget Moynahan, Bruce Greenwood

โลกที่มีหุ่นยนต์เคียงคู่ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ แต่ทั้งสองจะร่วมทางกันได้นานเท่าไหร่... หนังเรื่องนี้ตีแผ่ความเป็นมนุษย์ผ่านสองตัวละครหลัก ๆ ฝ่ายหนึ่งเป็นมนุษย์ อีกฝ่ายเป็นหุ่นยนต์ คำถามคือ ใครมีความเป็นมนุษย์มากกว่ากัน สิทธิของมนุษย์กับหุ่นยนต์สมองกลควรจะเท่ากันหรือไม่ ถ้าใช่ หรือไม่ ใช้อะไรวัด? 

 


3.Prometheus (2012)

Director: Ridley Scott

Writers: Jon Spaihts, Damon Lindelof.

Stars: Noomi Rapace, Logan Marshall-Green, Michael Fassbender

สุดยอดหนังไซไฟในดวงใจผมอีกเรื่องหนึ่ง เล่าเรื่องถึงการเดินทางในอวกาศเหมือนเราไปตลาดกันแล้ว มุมมองและปรัชญาของเรื่องนี้นับเป็นสิ่งที่ลึกล้ำ แต่ก็อยู่ในรากฐานของความมีเหตุมีผล สุดท้ายอยู่ที่คุณจะเชื่อหรือไม่

 


4. Oblivion (2013)

Director: Joseph Kosinski

Writers: Karl Gajdusek (screenplay), Michael Arndt(screenplay), 

Stars: Tom Cruise, Morgan Freeman, Andrea Riseborough

เมื่อโลกถึงวันที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นสิ่งที่มาหลังจากพ่ายแพ้สงครามต่างดาว มนุษย์จะดำรงอยู่ภายใต้ภาวะนี้ได้หรือไม่ สงครามสงบแล้วจริง ๆ หรือ? หนังเรื่องนี้เล่าถึงความดำรงอยู่ของมนุษย์ได้อย่างสวยงามลึกซึ้งมาก เป็นอีกเรื่องที่แนะนำเลยครับ

 


[googleads]

5.Gravity (2013)

Director: Alfonso Cuarón

Writers: Alfonso Cuarón, Jonás Cuarón,

Stars: Sandra Bullock, George Clooney, Ed Harris

ฮาร์ดไซไฟอีกเรื่องที่จะพาคุณออกไปท่องอวกาศได้สมจริงมาก ๆ หลักฟิสิกส์ของเรื่องนี้แม่นยำชนิดที่ทำให้คุณลอยขึ้นแบบไร้แรงโน้มถ่วงได้เลยทีเดียว เทนิคการถ่ายทำที่ล้ำสมัยควบคู่กับทฤษฏีด้านอวกาศแบบเป๊ะ ๆ คือไม้ตายของเรื่องนี้ โดยรวมแล้วผมถือว่าย่อยง่ายอยู่นะครับ แม้ว่าคุณจะไม่เคยต้องศึกษาเรื่องของอวกาศมาก่อนเลยก็ได้

 

 


6.Dark City (1998)

Director: Alex Proyas

Writers: Alex Proyas (story), Alex Proyas (screenplay), 

Stars: Rufus Sewell, Kiefer Sutherland, Jennifer Connelly

ดาร์ก ซิตี้นั้น จัดว่าเป็นหนังไซไฟในยุคคลาสสิค มีสไตล์ที่จัดจ้านเป็นของตนเอง โทนเรื่องนั้นเป็นแนวดาร์ก ๆ สมชื่อ แต่ก็แฝงไว้ซึ่งทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์มากมาย มีกลิ่นอายความเป็นแฟนตาซีค่อนข้างมาก นับเป็น 1 ใน 10 เรื่องที่แปลกนอกเหนือจากเรื่องอื่นที่ผมยกมาครับ

 

 


7.AI (2001)

Director: Steven Spielberg

Writers: Brian Aldiss (short story "Supertoys Last All Summer Long"), Ian Watson (screen story), 

Stars: Haley Joel Osment, Jude Law, Frances O'Connor

หนังดราม่าไซไฟอันโด่งดังอีกเรื่อง ผลงานสุดล้ำลึกด้านภาพยนตร์อีกชิ้นหนึ่ง ว่าโดยหุ่นยนต์ที่มีความคิดและตรรกะขั้นสูงเสมือนมนุษย์ ผ่านหุ่น A.I โมเดลเด็กผู้ชายคนหนึ่ง รับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังแน่นอนหากได้รับเรื่องนี้

 


8. Source code (2011)

Director: Duncan Jones

Writer: Ben Ripley

Stars: Jake Gyllenhaal, Michelle Monaghan, Vera Farmiga

แม้เรื่องนี้จะไม่มีดาบเซเบอร์ ไม่มีอวกาศ แต่ผมก็นับเป็นหนังไซไฟแฟนตาซีเรื่องหนึ่ง แต่กฎของเงื่อนไขเวลา และทฤษฏีที่ใช้ในเรื่องนี้นั้นหนักแน่นน่าคิด จังหวะการดำเนินเรื่องและบทต้องบอกว่าชั้นเลิศ! ตัวหนังนั้นละมุนมากจนผมต้องดูซ้ำอยู่หลายรอบเพิ่มพูนความละเมียดให้ตนเอง

 


9. Edge of Tomorrow (2014)

Director: Doug Liman

Writers: Christopher McQuarrie (screenplay), Jez Butterworth (screenplay), 

Stars: Tom Cruise, Emily Blunt, Bill Paxton

หนังไซไฟแฟนตาซีตัวจริงอีกเรื่องที่แสดงโดยทอม ครูส ผมสังเกตหลายครั้งแล้วว่าเมื่อไหร่ที่แกเล่นเรื่องไหนที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว มักจะทำได้ดี อิอิ สงสัยว่าจะลึกซึ้งในลัทธิที่ตนเองเป็นสาวกอยู่ อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เล่นกับเงื่อนไขของเวลา และมีการลำดับเรื่องให้เข้าใจง่าย สนุก และอิ่มเอมในพลังของหนังเมื่อดูจบ อ่อ....เรื่องนี้สร้างมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นนะครับ ในชื่อ All You Need is Kill

 


10.Interstellar (2014)

Director: Christopher Nolan

Writers: Jonathan Nolan, Christopher Nolan

Stars: Matthew McConaughey, Anne Hathaway, Jessica Chastain

สำหรับเรื่องนี้นั้นผมต้องรอจนได้ดูก่อนจึงจะเขียนบทความนี้ได้ เพราะนับเป็นหนังฮาร์ดไซไฟอีกเรื่องที่คนทั่วโลกรอคอย เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางท่องไปในอวกาศ เป้าหมายอยู่ที่หลุมดำ! แค่นี้ก็น่าสนใจมากแล้ว ระหว่างดูผมเสียน้ำตาไปกับการดำเนินเรื่อง ผมฟินตรงที่โนแลนทำให้เรื่องยาก ๆ เข้าใจได้ง่ายขึ้น (หากคุณเคยศึกษาเรื่องฟิสิกส์ ควอนตัม อวกาศและบริบทของอวกาศ รูหนอน หลุมดำ มิติของเวลา จะยิ่งทำให้ดูสนุกและเห็นภาพมากขึ้น) ผมรู้สึกเหมือนได้เดินทางไปที่นั่นจริง ๆ นับว่าโนแลนประสบความสำเร็จอีกครั้งจากการทำเรื่องนี้

บทส่งท้าย

ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหนังแนวไซไฟนั้นเสริมสร้างจินตนาการ และการบริหารความคิดอย่างมีเหตุมีผล หากขาดซึ่งสองสิ่งนี้คงเป็นเรื่องยากที่โลกจะพัฒนาหรือกลับไปสู่ความเจริญได้ในวันที่เราล้มเหลว การเรียนการสอนในบ้านเราจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะนำชุดความคิดชนิดนี้ไปสอดแทรกให้เด็กฝึกที่จะคิดอย่างมีระบบ และนำไปสู่การเข้าใจธรรมชาติอย่างชาญฉลาด เพื่อที่ลูกหลานเราจะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุข

By Anusak F.

 

10 หนังซอมบี้ที่ต้องดู!


หมวดบทความ : หนังผู้ชาย หนังผู้หญิง

บทความที่ได้รับความนิยม

Like us on Facebook?