12 เหตุผลที่ทำให้ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุด และพวกเราเรียนรู้อะไรจากปรากฏการณ์นี้ได

on 2016-07-10 16:56:05

ปัญหาหลัก ๆ ของประเทศไทย นอกจากความยากจน ปัญหาคอร์รัปชั่น การขาดคุณธรรมและความซื่อสัตย์ส่วนบุคคลแล้ว ยังมีปัญหาที่ฝังรากลึกแผ่ขยายไปทั่วประเทศมาช้านาน นั่นคือ ปัญหาของระบบการศึกษาของไทย
หากเปรียบเทียบระบบการศึกษาของไทยกับอาณาประเทศต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าระบบการศึกษาของไทยนั่นล้าสมัย ราวกับ "เต่าดึกดำบรรพ์" ทั้งนี้เมื่อประเทศชั้นนำกำลังพัฒนาการศึกษาการเรียนการสอนแล้ว ไทยเราก็พยายามที่จะทัดเทียบให้ทันประเทศผู้เจริญ แต่กลับไม่มีการวางรากฐานอย่างจริงจัง เต่าตัวนี้จึงกลายเป็น "เต่าดึกดำบรรพ์ที่พยายามปั่นจักรยานไล่ตามประเทศอื่น" ผลก็คือ ระบบการศึกษาของไทยล้มลุกคลุกคลานจนทำร้ายตนเองอยู่หลายครั้งหลายหน...(ท่านพึ่งประมวลเองว่ามีสิ่งใดบ้างที่ระบบของเราแค่ดูเก๋แต่ใช้ไม่ได้จริง)

ดังนั้นวันนี้ที่มีตัวอย่างจากประเทศฟินแลนด์แดนไกล ว่าเขามีระบบการศึกษาอันดีเคลื่อนที่นำหน้าประเทศอื่น เราจะมิลองสำรวจหน่อยหรือว่าอะไรที่ทำให้เราสะดุดและก้าวไปไม่ถึงไหนเสียที
ซึ่งแกนหลักของระบบความคิดของระบบการศึกษาฟินแลนด์คือ Less is More แปลได้ว่า “น้อย แต่ มาก”

ลองมาดู 12 เหตุผลนี้กันดูว่าเราจะเรียนรู้จากสิ่งนี้ได้อย่างไรบ้าง

 


1.ลดความเคร่งครัดของการเข้าเรียนลง

 

ที่ฟินแลนด์เด็ก ๆ จะได้เริ่มเรียนครั้งแรกในชีวิตก็ปาเข้าไป 7 ขวบแล้ว ซึ่งเขาจะเน้นให้เด็ก ๆ ได้เล่น และพัฒนาสมองกันให้เต็มที่ก่อน ซึ่งคือการปูพื้นฐานการเตรียมตัวที่จะเรียนรู้ในแง่ของวิชาการในลำดับต่อไป

ขณะที่ประเทศไทยเราเชื่อว่าการส่งให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้มากที่สุด เร็วที่สุดจะยิ่งดี ผลก็คือ เด็ก ๆ ถูกส่งเข้าเรียนพิเศษครั้งแรก ตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบเท่านั้นเอง ซึ่งแท้จริงแล้วยังไม่ใช่ช่วงเวลาสำหรับการเรียนรู้ด้านวิชาการ แต่ควรจะเป็นช่วงของการพัฒนาสมองและความคิดมากกว่า  

 


2.ลดเวลาการเรียนลง  

 

หลายท่านคงสงสัยว่า เอ๊ะ คนฟินแลนด์นี่คิดอะไรกัน ให้เด็ก ๆ เข้าเรียนก็ช้าอายุตั้ง 7 ขวบเพิ่งส่งเข้ารั้วโรงเรียน นี่ยังจะลดเวลาศึกษาร่ำเรียนอีกหรอ ใช่ครับ เพราะที่ฟินแลนด์ เด็ก ๆ จะเริ่มเข้าเรียนกันราว ๆ 9.00 – 09.45 น. โดยประมาณแล้วแต่สถาบัน แล้วก็จะเลิกเรียนช่วง 14.00 – 14.45 น. นี่คิดกันง่าย ๆ คือเรียนไม่ถึง 6 ชั่วโมงเลยนะ ซึ่งแนวคิดและการค้นคว้าของเขาคือ การที่ลดเวลาเรียนเครียด ๆ แล้วปล่อยให้เด็กไปพักจะเป็นสิ่งที่จำเป็นกับจิตใจและสมองของเด็กมากกว่า

น่าเห็นใจที่เด็กไทยบางคน ต้องตื่นตั้งแต่ ตี 4 ออกบ้านตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน เพื่อไปโรงเรียนก่อน 8 โมง เลิกเรียนก็ต่อเรียนพิเศษต่าง ๆ ต่อจนดึกดื่น (บางคนเรียนหลายตัวมากจนเกือบจะเที่ยงคืนถึงได้กลับบ้าน) สมองของคนเราจำเป็นต้องมีการเรียนรู้ จึงจะพัฒนา ทบทวนจึงจะจดจำ และต้องใช้เวลา แต่ถ้ายัดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในเวลาอันใกล้ แน่นอนว่าเขาจะไม่ค่อยได้อะไรมากนัก เหมือนมองรถที่วิ่งเร็ว ๆ ตอนแย่งกันออกไฟแดงบนถนน ส่วนใหญ่ก็แค่ผ่านตา แต่ไม่จำ

 


3.ให้ครูได้มีเวลาวางแผนและพัฒนาตนเอง

 

การที่เด็กจะดีจะเก่งได้ จะหวังพึ่งความอัจฉริยะและความพากเพียรส่วนตัวของเด็กก็ดูจะทารุณเกินไป เพราะวิธีที่ฟินแลนด์ใช้ คือการยอมจ่ายให้ครู 2 ชั่วโมงสำหรับการที่คุณจะเข้าสอนช้าลง และนำเวลาสองชั่วโมงนั้นไปวางแผนการเรียนการสอนในสัปดาห์นั้น ๆ ว่าจะทำอย่างไรดี ที่นี่จึงไม่มีการสอนในสิ่งที่ซ้ำซาก การท่องจำ เพราะครูนั้นมีโอกาส มีเวลาศึกษาทบทวนถึงเด็ก ๆ ในชั้นว่ามีอะไรที่ขาดตกบกพร่องบ้าง ถ้าวันไหนไม่มีชั่วโมงสอน คุณจะไปไหนก็แล้วแต่ จะไปวางแผนการเรียนการสอนที่ร้านกาแฟหรือที่บ้านก็ได้ ตามสบาย โดยรวมแล้ว 1 ปี คุณครูของฟินแลนด์จะใช้เวลาสอนเพียง 600 ชั่วโมงเท่านั้น

 


4.ลดการเปลี่ยนครูประจำนักเรียน

 

ที่ประเทศฟินแลนด์ จะกำหนดให้นักเรียนในแต่ละชั้นอยู่ที่ 12-15 คน และจะสูงสุดได้ไม่เกิน 20 คน ซึ่งเขาจะให้ครูคนนั้น ๆ ประกบสอนเด็ก ๆ ทั้ง 12-15คนนั้น ตลอดเวลา 6 ปี ยาวเลย เพื่อที่ครูจะรู้จุดอ่อนจุดแข็งของเด็ก และสามารถแก้ไขได้ (บางประเทศให้โควตาที่ 3 ปี แล้วก็เปลี่ยนทีหนึ่ง)

 


5.เพิ่มมาตรฐานการสอบเข้าเป็นครู

 

ประเทศฟินแลนด์การสอบเข้าได้เป็นครูนั้นทำได้ยากมาก แต่ถ้าคนไหนสอบได้เป็นคุณครูในระดับชั้นใดก็ตาม จะถือว่าเป็นสุดยอดคนหนึ่ง และได้รับการยอมรับจากสังคมที่ให้เกียรติด้านนี้สูงมาก แต่สำหรับประเทศไทยที่มีนักเรียนล้นรั้ว การคัดเลือกผู้มาให้ความรู้แก่เด็ก ๆ บางครั้งจึงไม่เข้มงวดเท่าที่ควร นี่ยังไม่รวมถึงการที่ครูนั้นเป็น “คนที่แฝงมาในอาชีพครู ที่ก่ออนาจารกับเด็ก หรือพยายามเป็นครูเพราะตกงานหรือมีเส้นสายฝากให้เป็นครูได้ เวลาสอนก็เน้นให้เด็กอ่านเอง ท่องไปเรื่อย ๆ เพราะตนเองไม่มีแบบการเรียนการสอนที่ชัดเจน ไม่มีความรักในการพัฒนาเด็กอย่างจริงจัง”  

 


6.ลดวิชาที่ต้องเรียนในแต่ละวัน และเพิ่มเวลาพัก

 

ที่ฟินแลนด์ส่วนใหญ่วัน ๆ จะมีแค่ 3-4 วิชาในแต่ละวัน และจะมีพักเบรกกันเยอะมาก เพราะการเรียนรู้ที่ดี ต้องมาจากสภาพจิตใจและร่างกายที่พร้อม การที่ปล่อยให้เด็กมีเวลาพักมากขึ้น เขาจะมีเวลาสำหรับการเตรียมตนเองมากขึ้น เมื่อถึงเวลาเรียนก็จะกระหายที่จะเรียนเช่นกัน

สวนทางกับการเรียนของไทยอย่างเห็นได้ชัด เพราะเด็ก ๆ เราจะเครียดมาก และคิดถึงช่วงเวลาของการพักอันน้อยนิดแทบจะตลอดเวลา เด็กได้พักครูก็ได้พักเช่นกัน มีเวลาเตรียมตัวกันทั้งคนเรียนคนสอน

 


7.สอบให้น้อยลง แล้วเรียนรู้ให้มากขึ้น

 

การสอบในระบบการศึกษาของฟินแลนด์แทบจะกล่าวได้ว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญเลย การสอบเพื่อเลื่อนชั้นจะมียู่บ้าง ในครั้งใหญ่ ๆ ไม่กี่ครั้งในชีวิต ส่วนในชั้นเรียนแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย และไม่มีการให้รางวัลคนเรียนดี ไม่มีการลงโทษหรือประจานนักเรียนยอดแย่ของห้อง เขายืนยันว่าจากการค้นคว้าพฤติกรรมการเรียนรู้ในวัยเด็ก เขาค้นพบว่า สู้เอาเวลาที่เด็ก ๆ จะต้องมานั่งเครียดเตรียมตัวสอบ นอนดึกเพื่ออ่านหนังสือหรือตำราที่เคร่งครัดนั้นมาให้เด็ก ๆ ได้ไปเล่นตามประสาของตนเองดีกว่า เอาเวลาไปเรียนรู้ชีวิตเลย ใช้ชีวิต เรียนรู้กับมัน อย่าเอาเวลามานั่งอ่านตำราเตรียมตัวสอบโน่นนี่นั่นวุ่นวายในแต่ละปีเลย อ่อ แน่นอนสำหรับที่นี่ ไม่มีการให้เกรดเฉลี่ยจ้า เด็กไทยสายโนบิตะคงฟินกันไปตาม ๆ กัน ตอนนี้เราทำได้แค่อิจฉาเขาไปก่อนนะ อย่าเล่นเฟสดึกล่ะ พึ่งนี้ต้องตื่นเช้า!

 


8.ลดหัวข้อที่ต้องเรียนให้น้อยลง และเพิ่มเวลาการเรียนรู้ให้มากขึ้น

 

วิชาเรียนบางวิชา เช่น คณิตศาสตร์ ที่ฟินแลนด์จะสอนเนื้อหาเดียว ตั้งแต่ ป.5 – ม.3 (โดยประมาณ) คือให้เวลาสำหรับวิชานั้นให้มากขึ้น (บางวิชาใช้เวลา 5 ปี ให้เด็ก ๆ ได้เข้าใจจริง ๆ ) แต่ประเทศอื่นโดยมากแล้วจะบีบอัดมาอยู่ที่ 1 ปี หรือ 1 เทอมเท่านั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเด็ก ๆ จำนวนไม่น้อยจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ และจะสามารถทำได้แค่เอาตัวรอดไปเป็นครั้ง ๆ เท่านั้นเอง

 


9.ลดการให้การบ้าน

 

น่าอิจฉาที่สุด ที่เด็ก ๆ ประเทศนี้เขาแทบจะไม่มีการบ้านเลย เพราะระบบการเรียนการสอนที่เชื่อว่า เด็กในช่วงแต่ละวัยมีความแตกต่างกันไป ควรจะให้ตามที่เขาต้องการ สำหรับเด็กเล็ก ๆ แล้ว ให้เขาได้เรียนรู้จากการเล่นดีที่สุด มิใช่การยัดความรู้ที่ยังไม่จำเป็นหรือส่งไปเรียนพิเศษทั้ง ๆ ที่สมองเด็กยังไม่พร้อมจะรับ

 


10.นักเรียนน้อย การดูแลย่อมทั่วถึงกว่า

 

ที่นี่ไม่มีวลีว่าเด็กหลังห้องเรียนไม่รู้เรื่อง นั่นเพราะที่นี่จะคุมปริมาณนักเรียนไว้ให้น้อยมาก เพราะยิ่งนักเรียนเยอะ ครูเองก็จะไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง การถามตอบในชั้นเรียนก็จะทำได้น้อย ซึ่งอาจต้องสุ่มถามบางคน เพราะนักเรียนเยอะ ไม่กล้าพูดเลยว่าน้อง ๆ สมัยนี้ต้องเรียนกันทีกี่สิบคน เขาจะเน้นให้ครูมีโอกาสเข้าถึงเด็ก ๆ ได้มากกว่า

 


11.นำ “ความไว้ใจสู่ห้องเรียน” ร่วมพัฒนาประเทศ

 

พวกเขาเชื่อว่าประเทศจะดีได้ ทุกคนต้องเข้าใจหน้าที่ของตนเอง มีความรับผิดชอบ ไว้ใจและยอมรับผู้อื่น รวมไปถึงให้ความร่วมมืในทุกโอกาสอีกด้วย ความไว้ใจนี้ส่งต่อตั้งแต่พ่อแม่ที่ส่งลูกไปให้คุณครูพัฒนา คุณครูรับเด็ก ๆ มาสอนด้วยความเชื่อว่าพ่อแม่อบรมลูก ๆ มาดีเช่นกัน และเด็ก ๆ ต้องการความรู้จากเขาจริง ๆ ส่วนเด็ก ๆ ก็เชื่อมั่นว่านี่คือคุณครูที่เก่งที่สุดที่จะให้ความรู้ที่ดีแก่พวกเขาได้

พอฟันเฟืองเล็ก ๆ ทำงานได้ดี ระบบของประเทศก็ขับเคลื่อนอย่างดีเยี่ยม

 


12.คุณครูที่ฟินแลนด์ ออกแบบการเรียนการสอนเองได้

 

สืบทอดจากเรื่องของความไว้ใจ ระบบการศึกษาของฟินแลนด์จึงไว้ใจในการให้คุณครูทุกท่านสามารถออกแบบการเรียนการสอนของนักเรียนที่ตนเองดูแลอยู่ได้ เพราะนักเรียนแต่ละคนนั้นมีความแต่ต่างกันมาก ย่อมต้องการไม่เท่าเทียมหรือไม่เหมือนกัน แต่ก็ต้องใช้หลักสูตรการเรียนการสอนของรัฐที่ใช้วางแผนการสอนเป็นแนวทางด้วย ส่วนปลีกย่อยนั้นคุณครูเพิ่มเติม หรือลด ลัด ดัด เปลี่ยนได้ตามสมควร

 


หมวดบทความ : ประเทศไทยผู้ชาย ประเทศไทยผู้หญิง

บทความที่ได้รับความนิยม

Like us on Facebook?