แต่งงานกับฝรั่งเป็นอย่างไร? What’s it like being married to a Farang?

on 2012-08-13 21:07:20


แต่งงานกับฝรั่งเป็นอย่างไร?

ติดตาม ภาค 2 คลิ๊กที่นี่ค่ะ

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ “เฟื่อง” อายุ 29 ปี  เป็นคนเชียงใหม่  ได้รู้จักกับสามีชาวอังกฤษมา 6 ปีแล้วค่ะ สามีชื่อ “เบน” เราแต่งงานกันมาเกือบ 2 ปีแล้วค่ะ  เราแต่งงานกันเมื่อ 21 พ.ย. 2010 ตอนนี้พยานรักด้วยกันที่จะลืมตามาดูโลกเร็ว ๆ นี้ 1 คน  สามีอายุ 30 ปี เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน 4 ปี เราพบกันครั้งแรก  คือ  ที่ทำงาน ซึ่งสามีฉันก็ทำงานที่เดียวกัน เราจึงมีโอกาสได้พบกันและรู้จักกัน  เขาเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี ใจดี แต่งตัวเนี๊ยบ ความรับผิดชอบสูง

ตอนแรกที่เราคบกันฉันก็คิดเหมือนกันว่าเราจะไปกันได้ไหม เพราะเราต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรม  ฉันเป็นกังวลมากว่าฉันจะเข้าใจเขาไหม และเขาจะเข้าใจฉันไหม อีกอย่างตอนนั้นภาษาอังกฤษฉันก็ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนัก  แต่สิ่งที่ทำให้เราเข้าใจและประสบความสำเร็จด้านความสัมพันธ์ที่ดีนั้น  ก็คือ “เรามีความพยายามที่จะศึกษาและเข้าใจกัน เปิดโลกทัศน์ให้กว้างทั้งสองฝ่าย ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อเรามีปัญหาอะไรกัน เราจะไม่ทิ้งปัญหานั้นไป หรือลืมมันไป  ทุกปัญหาเราต้องพูดกันอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา ว่าเราคิดอะไร เขาคิดอะไร ไม่ต่างฝ่ายต่างเก็บปัญหาไว้เหมือนคู่รักคนไทยส่วนใหญ่ทั่วไป  เราจะต้องเคลียร์ปัญหาภายในวันนั้น ไม่ปล่อยให้ข้ามคืน  แล้วเราก็เข้าใจกัน  และจะไม่เกิดปัญหาแบบเดิมซ้ำ ๆ  อีกต่อไป  นั่นแหละทำให้เราอยู่ด้วยกันมาถึงทุกวันนี้ การทะเลาะกันน้อยมาก ๆ  


 

 

Eating out with a Farang boyfriend / เมื่อต้องไปกินข้าวนอกบ้านกับแฟนฝรั่ง

 

ความแตกต่างระหว่างแฟนคนไทยกับแฟนฝรั่งเมื่อต้องออกไปกินข้าวนอกบ้าน  ฝรั่งนั้นเขาจะต้องมีการวางแผนไว้ก่อน เช่น จะไปกินที่ไหน กี่โมงเจอกัน เป็นต้น  เขาต้องมีข้อมูลนี้ล่วงหน้าก่อนอย่างนั้น 1 วัน  ไม่ใช่ว่าอยากไปเมื่อไรก็โทรมาเลย เดี๋ยวฉันออกไปหาเธอ  ไม่มีทางค่ะ เขาไม่มาหรอกค่ะ และยกเลิกนัดไปเลย แต่คนไทยก็จะเป็นสไตล์ อยากไปก็ไป ที่ไหนก็ได้ กี่โมงก็ตามสะดวกหรือค่อยว่ากันอีกที รอโทรศัพท์อีกทีว่าจะไปกันกี่โมง  อะไรประมาณนี้ 

การใช้โทรศัพท์ขณะอยู่บนโต๊ะอาหาร  คนไทยนั้นโทรศัพท์ดังขึ้นก็รับสายเลย  แถมบางทีก็คุยนาน  ปล่อยให้อีกฝ่ายนั่นรอ พออีกฝ่ายนั่งรอนานก็เอาบ้างกดโทรศัพท์โทรออกบ้าง คุยกับเพื่อนบ้าง ทีนี้ต่างฝ่ายต่างพูดโทรศัพท์กัน โดยไม่สนใจกัน เหมือนไม่ได้มาด้วยกันเลย พอคุยโทรศัพท์เสร็จอาหารมาเสริฟ์ ก็กิน ๆ กัน ไม่พูดไม่จากัน กินเสร็จก็กลับบ้าน อะไรแบบนี้ แต่สำหรับฝรั่งนั้นเสียงโทรศัพท์ดังบนโต๊ะอาหารถือว่าไม่สุภาพ แต่หากถ้าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องพูดโทรศัพท์นั้น เราก็ต้องขออนุญาตอีกฝ่ายว่าใครโทรมาแล้วก็คุยกันแค่สาระสำคัญพอแค่ไม่เกิน 1-2 นาที ไม่ควรปล่อยให้เขานั่งบนโต๊ะอาหารคนเดียว เพราะเขาจะเข้าใจว่าเราไม่สนใจเขา เห็นเขาเป็นตัวอะไร ปล่อยให้นั่งหน้าโง่อยู่คนเดียว อะไรประมาณนี้ค่ะ...ระหว่างกินข้าว  เราก็พูดคุยถามไถ่ เล่าเรื่องอะไรต่าง ๆ มากมายไปด้วย คนไทยอาจจะไม่เห็นถึงความสำคัญของการรักษามารยาทข้อนี้ แต่จริง ๆ แล้วฉันว่ามันเป็นการเพิ่มระดับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  เรามีอะไรเราก็พูดคุยกัน ดีกว่าเก็บไว้คนเดียวนะคะ

ฝรั่งชอบที่จะวิพากวิจารณ์ร้านอาหารที่ไปทุกครั้ง  เช่น  เรื่องบริการ  เรื่องอาหาร เป็นต้น  แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยเท่าไรหรือไม่ก็ประเภทอยากวิพากวิจารณ์แต่ไม่กล้า ถ้าไปกินข้าวแล้วราคาไม่แพงก็โอเคไป  ไม่ค่อยอยากออกความคิดเห็นเท่าไรนัก หรือบางทีใครแนะนำมาว่าร้านอาหารนี้ดี ก็แห่กันไปกิน  แต่จริง ๆ แล้วก็งั้น ๆ แหละ แบบประมาณชอบตามกระแสน่ะค่ะ  สามีของฉันเป็นคนที่ชอบวิพากวิจารณ์มาก จนบางครั้งฉันเองก็รำคาญ ว่ามาบอกฉันทำไม ทำไมไม่ไปบอกคนทำอาหาร หรือพนักงานเสริฟ์  แต่ฝรั่งเขาไม่ใช่ว่ามองแต่ด้านไม่ดีนะคะ ด้านดีเขาก็มองด้วยค่ะ  เช่น  เราเคยไปกินอาหารร้านอาหารแห่งหนึ่ง  จานแรกเขาเอาขนมปังมาเสริฟ์  อร่อยมากค่ะ สามีฉันเขาสั่งแซนวิสเป็นจานหลักของเขา   พอเขากัดเข้าไปทีหนึ่ง เขาบอกฉันว่านี่ไปเอาขนมปังที่ไหนมาเนี่ย แย่ที่สุดเลย  แบบเสียอารมณ์เลยค่ะ แล้วหลังจากนั้นเขาก็บ่น ๆ จนฉันรำคาญ แถมยังมาขอฉันให้ไปบอกเชฟด้วยค่ะ ฉันก็เลยตอบไปว่าอาหารของฉันไม่มีปัญหาอะไร อาหารของคุณมีปัญหาคุณก็แก้ปัญหาของคุณเองนะ (เหมือนเห็นแก่ตัวไหมเนี่ย แต่ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันเองก็ไม่กล้าที่จะไปพูดแบบนั้นหรอกค่ะ) สุดท้ายเขาก็ไปบอกเอง  เขาก็ชมก่อนว่าขนมปังที่เอามาเสริฟ์ครั้งแรกอร่อยมากครับ  แต่ขนมปังที่เอามาทำแซนวิสไม่ดีเลย ทำไมคุณไม่ทำแซนวิสกับขนมปังที่เสริฟ์ครั้งแรกจะดีกว่านะครับ  เห็นไหมฝรั่งเขามีอะไรก็พูดตรง ๆ อย่างมีศิลปะ ไม่ใช่ตรง ๆ แบบหักหามน้ำใจกันนะคะ  อันไหนดีก็ว่าดี อันไหนไม่ดีก็บอกไม่ดี แยกออกจากกันอย่างชัดเจน  ไม่เหมือนคนไทยที่มักจะอคติ ว่าถ้าสิ่งหนึ่งไม่ดี อีกสิ่งหนึ่งก็ต้องไม่ดีด้วย ทั้ง ๆ ที่มันอาจจะดีก็ได้

การสั่งอาหาร  วัฒนธรรมฝรั่งนั้นส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะเป็นคนสั่งอาหาร  แต่สำหรับฝรั่งที่พึ่งมาเมืองไทย พูดภาษาไทยไม่ได้ ก็ยกให้อีกฝ่ายสั่งแทนไป  แต่หากเขาพูดได้เขาจะเป็นคนสั่งอาหารค่ะ  เมื่อสั่งอาหารไปแล้วต้องมีการทวนว่าสั่งอะไรไปบ้าง  แต่ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ร้านในเมืองไทยก็มีการทวนรายการอาหารแล้วค่ะ ฝรั่งเขาชอบอะไรที่ชัดเจนค่ะ  ต้องชัดเจนทุกอย่างให้เขาวางใจให้ได้ค่ะ 

เมื่ออาหารมาเสริฟ์แล้ว  ฝรั่งเขาจะรอกินพร้อมกันค่ะ  ไม่ใช่อาหารใครมาก็กินก่อนแบบเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนไทย  แต่สำหรับฝรั่งนั้นไม่ว่าจะสั่งอาหารจานเดียว หรือ อาหารที่ต้องแชร์กัน เขาต้องรอให้อาหารนั้นมาให้ครบก่อนแล้วค่อยเริ่มกินพร้อมกันค่ะ  ถ้าเรากินก่อนถือว่าเสียมารยาทมาก ๆ ค่ะ แต่หากถ้าเรามีปัญหาส่วนตัว เช่นกรณีของฉัน  ฉันเป็นคนกินข้าวช้ามาก วันนั้นเราสั่งอาหารจานเดียว  จานของฉันมาก่อน และฉันก็หิวมาก ๆ รวมทั้งลูกในท้องของฉันก็หิว  ฉันก็ต้องขออนุญาตเขาก่อน  แบบนี้ก็พอญวน ๆ กันได้ค่ะ  แต่กรณีนี้ใช้เฉพาะเป็นสามี-ภรรยา หรือ แฟนกันเท่านั้นนะคะ และเหตุผลต้องจำเป็นมาก ๆ ด้วยค่ะ แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรทำนะคะ  และถ้าไปกินกับครอบครัวเขาหรือคนอื่นเราจะทำตัวแบบนี้ไม่ได้นะคะ ถือว่าเสียมารยาทและเห็นแก่ตัวสุด ๆ เราต้องรอ  ให้ถือว่าส่วนรวมสำคัญที่สุด ไม่ใช่ตัวเองสำคัญที่สุด ถ้าเรารู้ตัวว่าเราทานข้าวช้า  เราก็ต้องปรับการกินและมองคนข้าง ๆ ด้วยว่าเขาอิ่มกันหรือยัง ไม่ใช่ว่าเขาอิ่มกันหมดแล้ว แต่เรายังนั่งซดไม่อิ่ม แบบนี้ไม่ดีแน่ ๆ ค่ะ

สุดท้ายฝ่ายชาย (ฝรั่ง) เขาจะเป็นคนจ่ายเสมอค่ะ จะไม่รอให้ฝ่ายหญิงมาร่วมแชร์ หรือยึกยักอยู่ได้ ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งเขาเล่ามาว่าฝ่ายชายชวนไปกินข้าว ก็ไม่ได้อะไรมากมายแค่ก๋วยเตี๋ยวข้างทาง เพื่อนฉัน (ผู้หญิง) ช่วยแชร์ ฝ่ายชายก็สนองทันทีเลย  แบบนี้ก็ไม่ไหวนะคะ  แต่ฝรั่งเขาจะไม่ปล่อยช่องว่างให้ผู้หญิงต้องเก้อเขินเลย  เขาจะรีบแสดงความรับผิดชอบ/สุภาพบุรุษ ออกมาทันทีเลยค่ะ 

 


เมื่อต้องใช้ชีวิตคู่ร่วมกับฝรั่ง


1.เป็นแฟนกัน Boyfriend/Girlfriend


การอยู่ก่อนแต่ง ในความหมายของฝรั่งเรื่องสถานะ คือ แฟน แต่ในความหมายของคนไทยที่มักใช้กัน คือ ผัวเมีย ฝรั่งเขาจะไม่ใช้คำนี้เด็ดขาด จะใช้คำนี้ได้ต่อเมื่อได้เข้าพิธีแต่งงานกันแล้ว  และถือว่าไม่สุภาพหากกล่าวสถานะที่ผิดแบบนี้ต่อหน้าฝรั่ง  การทดลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน (ร่วมหลับนอน อยู่บ้านเดียวกัน) ก็เพื่อศึกษาซึ่งกันและกันก่อนจะแต่งงานกัน เพราะวัฒนธรรม/ศาสนา ของฝรั่งเขานิยมผัวเดียว เมียเดียว หากใครคบชู้ถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียและหน้าอับอายที่สุด  ในทัศนคติของดิฉัน  ฉันเชื่อว่าการอยู่ก่อนแต่งก็มีข้อดี  เราจะได้รู้จักซึ่งกันและกันมากขึ้น  ไม่มีการเสแสร้ง และได้เผชิญกับปัญหาหลาย ๆ อย่าง พร้อมทั้งพยายามปรับตัวเข้าหากันได้ดีขึ้น  เพราะการใช้ชีวิตด้วยกันนั้นมันมีอะไรที่แตกต่างกันมาก ๆ  สำหรับคำว่าแฟนในความหมายของคนไทย  มีแฟนเป็นเพียงการดำเนินชีวิตด้วยกันเพียงแค่กิจกรรมบางกิจกรรม  ไม่ได้เรียนรู้กันและกันในทุก ๆ ด้าน  เช่น ไปเที่ยวกัน ไปกินข้าวกัน เป็นต้น  แต่สำหรับฝรั่งแล้ว เราจะต้องทดลองใช้ชีวิตด้วยกันแบบ Reality เรียนรู้กันในทุก ๆ ด้าน  ตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน ระหว่างนั้นก็จะมีปัญหาต่าง ๆ มากมายเข้ามา  และจะได้เรียนรู้ในการยอมรับ/แก้ไข ปัญหานั้นร่วมกัน ฝรั่งเขาจะมองเราจนแน่ใจว่านี่คือผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาและแม่ของลูกเขา จงเข้าใจเสมอว่าฝรั่งเขามีความอิสระมาก  อิสระทุกด้านไม่ว่าจะเป็นความคิด การดำเนินชีวิต ดังนั้นเขาจะเป็นคนตัดสินใจเองในทุก ๆ เรื่องเสียส่วนใหญ่ เราไม่ควรไปเร่งเร้าแต่งงานกับฝรั่ง เพราะเขาจะหาว่าเราขายตัวเอง แต่ในทางกลับกันในสมัยนี้คนไทยนิยมกันว่าเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องง่าย แต่งไปก่อน ถ้าไม่ใช่ก็เลิก แต่สำหรับฝรั่งนั้นการตัดสินใจแต่งงานนั้นคือ การแต่งงานครั้งเดียวในชีวิตของเขา



2.หมั้นหมาย engagement

 
เมื่อฝรั่งเขามั่นใจแล้ว หลังจากคิดไตร่ตรองมาแล้ว ฝรั่งจะแอบซื้อแหวนหมั้น เพื่อขอแต่งงานต่อไป  โดยไม่บอกให้ฝ่ายหญิงรู้เรื่อง และเขาจะทำเซอร์ไพร์เมื่อถึงเวลาที่เขาได้วางแผนไว้ การหมั้นของฝรั่งคือการให้แหวนฝ่ายหญิงไว้ เพื่อเป็นการสัญญาว่าฉันจะแต่งงานกับเธอเพียงเท่านั้น ไม่มีพิธีรีตองอะไรเหมือนการหมั้นแบบไทย  

3.แต่งงาน married

 
การแต่งงานตามพิธีของฝรั่ง งานแต่งตามศาสนาคริสต์ พิธีในโบสถ์อาจจะจัดในช่วงเช้าหรือบ่ายก่อน เชิญเฉพาะเพื่อนสนิท ญาติ เท่านั้น และหลังจากนั้นก็จะเป็นงานเลี้ยงจัดในอีกสถานที่หนึ่ง  หรือบางทีก็ไม่มีพิธีในโบสถ์ แต่เป็นการจัดงานพิธีและงานเลี้ยงในสถานที่เดียวกันเลย  สำหรับงานแต่งงานของฉันก็เป็นการจัดงานพิธีและต่อด้วยงานเลี้ยงนอกสถานที่  ฝรั่งมักนิยมจัดงานแต่งงานนอกสถานที่ (Outdoor) แต่สำหรับคนไทยสมัยนี้นิยมจัดงานแต่งงานในโรงแรม  เพราะมีค่านิยมที่ว่าจัดงานที่โรงแรมหมายถึงการแสดงสถานะทางการเงินดีให้กับผู้มาร่วมงานได้ทราบ  
    
การ์ดแต่งงาน
ฝรั่ง Farang : ส่งการ์ดเชิญแต่งงานให้กับแขก และแขกจะต้องตอบกลับด้วยว่าสามารถมาร่วมงานได้หรือไม่ โดยมารยาท หากแขกไม่ตอบรับมาถือว่าเสียมารยาท    
คนไทย Thai : ได้รับการ์ดเชิญงานแล้ว แขกมีสิทธิที่จะไปหรือไม่ไปก็ได้ เจ้าภาพไม่มีสิทธิไปถามว่าจะมาหรือไม่มา การถามแบบนี้คนไทยถือว่าเสียมารยาทนิดหน่อย โดยเฉพาะคนที่อายุมากกว่า

    
    
โต๊ะนั่งสำหรับแขก
ฝรั่ง Farang : ในงาน    มีบอร์ดโชว์ให้ดูว่าต้องนั่งตรงไหน
คนไทย Thai อยากนั่งที่ไหนก็นั่งได้ตามสบายเลย

ของขวัญ    
ฝรั่ง Farang : ให้เป็นของขวัญ
คนไทย Thai :ให้เงินใส่ซอง หรือบางครั้งก็มีของขวัญให้ด้วย


    
4.ชีวิตหลังการแต่งงาน after married

 
สำหรับดิฉันชีวิตหลังการแต่งงานในด้านการใช้ชีวิตประจำวันด้วยกันก็เหมือนเดิมทุกอย่างตอนที่เป็นแฟนกัน  แต่เมื่อมีปัญหาทะเลาะกันต้องคิดเยอะหน่อยค่ะ ว่าชีวิตการแต่งงานไม่ใช่เป็นแฟนกัน เราเป็นสามี/ภรรยากันแล้ว คือจะคิดมากกว่าเดิมค่ะ  ชีวิตหลังการแต่งงานสำหรับคนไทยมักจะถามว่าเมื่อไรจะมีลูก เป็นการถามเรื่อยเปื่อย แต่สำหรับฝรั่งนั้นเขาไม่ถามกันนะคะ ว่าเมื่อไรจะมีลูก ถือว่าเสียมารยาท เหมือนว่าไปกดดันเขา หรือยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขามากเกินไป อย่าลืมว่าฝรั่งรักความอิสระ อย่าได้ไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเขาเด็ดขาด

By Mumci Talk

ติดตาม ภาค 2 (ไปเที่ยวอังกฤษ เจอครอบครัวแฟน) คลิีกที่นี่ 


Web Analytics